เกี่ยวกับ MICEAbout Us

โครงการสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศภายใต้กลไกประชารัฐกลุ่มภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

ประเด็นยุทธศาสตร์จังหวัด/กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาสู่การเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนานาชาติที่มีคุณภาพ และมีความหลากหลายของรูปแบบการท่องเที่ยว
กลยุทธ์ การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบ MICE

ความสําคัญของโครงการ หลักการ และเหตุผล

บุคลากรด้านการท่องเที่ยวจําเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะและ องค์ความรู้ ให้สามารถแข่งขันได้ใน ตลาดโลก โดยภาพรวมแล้วบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย มีความสามารถในการแข่งขันในระดับท้องถิ่น หรือในประเทศ แต่ยังขาดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล ทั้งนี้เนื่อง ด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น ข้อจํากัด ในการรับรู้ข่าวสารข้อมูล ผู้ประกอบการ ธุรกิจบริการ ท่องเที่ยวของไทยส่วนใหญ่ยังขาดการเข้าถึงข้อมูลและ ข่าวสาร ขาด การประสานงานจากหน่วยงานภาครัฐ ส่วนกลางในเรื่องการเปิดเสรีบริการ ท่องเที่ยว ขาดความรู้และทักษะในด้านการ บริหารจัดการเนื่องจากธุรกิจ ส่วนมากเติบโตมาจากธุรกิจในครอบครัวซึ่งมักขาดความรู้ในด้านการจัดการ หรือการบริหารงาน ที่มีระบบไม่สามารถทําการตลาดเชิงรุกได้ ด้านภาษา ด้าน เทคโนโลยี ด้านการบริการในสายอาชีพ ผู้ประกอบการ จํานวนมากยังขาด ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ (ICT)โดยเฉพาะ โครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย อินเทอร์เน็ต ขาดทรัพยากรและเงินทุน การเตรียม ความพร้อมในการพัฒนาบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยว เพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)ประเทศไทยในฐานะผู้ประสานงาน (Country Coordinator) สาขาการท่องเที่ยว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็น หน่วยงานที่มีภารกิจดําเนินการตามพันธะข้อตกลงระหว่างประเทศและแผนการ รวมกลุ่มเศรษฐกิจสาขาการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียน ให้เป็นมาตรฐาน เดียวกัน ได้จัดทําข้อตกลงร่วมว่าด้วยการ ยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ ท่องเที่ยวอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition arrangement on Tourism Professionals : ASEAN MRA-TP) เพื่ออํานวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ ประกอบวิชาชีพการท่องเที่ยวในอาเซียนและแลกเปลี่ยน

ปัญหาของบุคลากรทางการท่องเที่ยวคือ ทักษะการสื่อสารโดยใช้ ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษของคนไทยยังคงเป็นปัญหาด่วนที่ควร ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ที่ผ่านมานั้น ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่มี การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาของไทยมากที่สุดและต่อเนื่องยาวนานที่สุด แต่การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันยังไม่ประสบผลสําเร็จเท่าใดนัก และมิได้เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง ไว้เท่าที่ควร (ปรารถนา กาลเนาวกุล, 2549) ทั้งนี้ เห็นได้จากการสํารวจของ ทบวงมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2537 ที่พบว่า บัณฑิตส่วนใหญ่ที่สําเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรีในสาขาวิชาต่าง ๆ มีปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อติดต่อสื่อสาร กับชาวต่างประเทศ ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วทั้งในชีวิตประจําวัน และและในการประกอบอาชีพ (คณะอนุกรรมการวางแผนการผลิตและพัฒนา กําลังคนสาขาวิชา สํานักงานนโยบายและแผนอุดมศึกษาสํานักงานปลัด ทบวงมหาวิทยาลัย, 2537) 10 ปี ผ่านไปหลังการสํารวจของทบวงมหาวิทยาลัย เมื่อปี 2537 ก็ยังพบว่าการจัดการศึกษาวิชาภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษาใน ประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ปัญหาการขาดสมรรถนะในการพูด ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยยังเป็นปัญหาเรื้อรังและสะท้อนความล้มเหลว ซ้ำซากของการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย (อดิศา เตียว, 2549) เพราะยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบายด้านการศึกษาภาษาอังกฤษที่ มุ่งเน้นให้นักศึกษาสามารถติดต่อสื่อสารและทํางานกับชาวต่างประเทศทั้งที่เข้า มาในประเทศไทยและในเขตภูมิภาคใกล้เคียง รวมทั้งพัฒนาคุณภาพทาง การศึกษาและความรู้ของนักศึกษาให้ทัดเทียมกับระดับนานาชาติ โดยเน้นการ เรียนรู้ภาษาเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจําวันและการนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ใน สถานการณ์จริงได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับกาลเทศะ (สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2544) ทั้งนี้ เห็นได้จากงานวิจัยของปราณี กุลละวณิชย์ และคณะ (2546) ปรารถนา กาลเนาวกุล (2549) อดิศา เตียว และคณะ (2547) และอเนก กิมสุวรรณ (2546) ที่พบว่า ผู้เรียนระดับอุดมศึกษา ในทั้ง 6 ภูมิภาคของประเทศไทยยังไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ และ ผู้เรียนต้องการพัฒนาทักษะการพูดมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับชลลดา เลาหวิริยา นนท์ และคณะ (2547) นิดา วุฒิวัย และคณะ (2546) ทิพย์มนตรี (Tipmontree, 2015) และเวลาเตะ (Waelateh, 2009) ที่กล่าวว่า สมรรถนะด้านการใช้ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักศึกษาและบัณฑิตในประเทศไทยยังอยู่ใน ระดับที่ไม่น่าพอใจ นักศึกษาไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารหรือสนทนาโต้ตอบกับผู้สอนหรือเพื่อนร่วมห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบัณฑิต ส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษในระดับที่ใช้งานได้ ผู้ว่าจ้างในสถาน ประกอบการต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนส่วนใหญ่ไม่พึงพอใจใน ความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษของบัณฑิตที่สําเร็จการศึกษาไปเป็น ผู้ปฏิบัติงาน และมีความเห็นตรงกันว่าผู้ปฏิบัติงานจําเป็นต้องได้รับการพัฒนา ทักษะการพูดมากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษาของไทยไม่ประสบความสําเร็จอย่างสิ้นเชิง นั่น คือ ไม่สามารถสร้างความพร้อมให้แก่บัณฑิตที่จบออกไปเป็นที่ต้องการของ ตลาดแรงงาน

ตลาดแรงด้านการการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ MICE เป็นอุตสาหกรรมที่ เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด โดยมีขอบข่ายครอบคลุม ธุรกิจ 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจการจัดประชุม (Meetings) การท่องเที่ยวเพื่อเป็น รางวัล (Incentives) ธุรกิจการจัดประชุมนานาชาติ (Conventions) และธุรกิจ การจัดแสดงสินค้า/นิทรรศการ (Exhibitions) ในบริบทของประเทศไทย อุตสาหกรรมไมซ์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสํานักงานส่งเสริมการจัด ประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ในปี พ.ศ. 2553 นักท่องเที่ยวไมซ์มีจํานวน 740,412 คน คิดเป็นร้อยละ 4.65 ของนักท่องเที่ยว ทั่วไป สร้างรายได้ให้แก่ประเทศมากถึงประมาณ 53,226 ล้านบาท ภาพรวมของอุตสาหกรรมไมซ์ในปี พ.ศ. 2555 พบว่ามีนักเดินทาง กลุ่มไมซ์ใน ประเทศทั้งสิ้น 3.82 ล้านคน มีจํานวนเงินสะพัดในประเทศกว่า 12,461 ล้าน บาท โดยการแสดงสินค้าภายในประเทศ หรือ Domestic Exhibition มีสัดส่วน สูงสุด 5,820 ล้านบาท ตามด้วยตลาดการประชุมองค์กร ในประเทศ 3,950 ล้านบาท ตลาดการประชุมสมาคมและองค์กรภาครัฐ 1,720 ล้านบาท และตลาด การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล 970 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2557 จากรายงานของ IPK’s Asian Travel Monitor ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมไมซ์ คิดเป็น สัดส่วน 50% ของตลาดการเดินทางเพื่อธุรกิจโดยรวม ซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่าง รวดเร็ว ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลซึ่งมีอัตราการเติบโต 61% การประชุมนานาชาติ (Conventions) มีการเติบโตที่ 44% และการประชุม (Meetings) มีการเติบโต 27 % โดยเป็นยอดสะสมนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 และข้อมูลล่าสุดจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณการว่ามูลค่ารายได้จาก ธุรกิจไมซ์จากนักเดินทางชาวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น เป็น 113,982 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2559 หรือเติบโตขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9 ต่อปีโดยการแสดงสินค้านานาชาติและการประชุมนานาชาติมีการเติบโตอย่างโดดเด่น นอกจากนั้น ธุรกิจรับจัดอี เว้นท์ในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นจากมูลค่าประมาณ 13,000 ล้านบาท ใน ปี พ.ศ. 2557 ไปสู่มูลค่า 13,500-13,800 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2558
ตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นเป็นสิ่งยืนยัน ถึงศักยภาพและข้อได้เปรียบในเชิงการแข่งขันของประเทศไทย จากการจัด อันดับความสามารถการแข่งขันด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวของ World Economic Forum (WEF) ปี พ.ศ. 2554 พบว่าประเทศไทยถูกจัดอันดับที่ 41 จาก 139 ประเทศทั่วโลก และ ข้อมูลจาก International Congress and Convention Association (ICCA) พบว่า ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีการ จัดประชุมนานาชาติ 88 ครั้ง เมื่อเปรียบเทียบกันในสมาคมประชาชาติแห่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) แล้วประเทศไทยมีจํานวนครั้งในการจัด ประชุมนานาชาติอยู่ในลําดับที่ 3 ต่อจากประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งภูมิภาคอาเซียนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับ โลก จากข้อมูลเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2556 พบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 3 เมือง อาเซียนที่ติดอันดับในกลุ่มเมืองสําคัญ 10 เมืองแรกสําหรับการจัดประชุมและ อีเว้นท์ในเอเชียและโอเชียเนีย โดยประเทศไทยโดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมนานาชาติมากกว่า 136 ครั้ง

จากการการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทยทั้งในระดับ นานาชาติและในระดับประเทศส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและ เอกชนมุ่งขยายการพัฒนาพื้นที่ที่จะเป็นศูนย์กลางของการจัดแสดงสินค้าจาก กรุงเทพมหานครไปยังทุกภูมิภาคของประเทศ ที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมคือการ พัฒนาการแสดงสินค้าภายในประเทศโดยการดําเนินกลยุทธ์การตลาดของ สํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ ภาคเอกชนท้องถิ่นในการเข้ามามีส่วนร่วมการพัฒนาจังหวัดหรือเมืองใหญ่ ให้เป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้าภายในประเทศ หรือ “ไมซ์ ซิตี้” (MICE City) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมไมซ์ หลังจากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในเดือนธันวาคม 2558 นี้ โดยมีการกําหนดกรอบศักยภาพด้านพื้นที่ของจังหวัดที่จะได้รับการ พัฒนาว่า ต้องมีการเดินทางคมนาคมสะดวกสบาย มีสนามบินรองรับ มี สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาตั้งอยู่ในพื้นที่เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากร ตลอดจนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในเบื้องต้นได้กําหนด 4 จังหวัดใหญ่ใน 4 ภูมิภาคของประเทศที่กําหนดเป็น MICE City กลุ่มแรก ได้แก่เชียงใหม่ ชลบุรี (พัทยา) ขอนแก่น และภูเก็ต

อย่างไรก็ตามสํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ยังส่งเสริมกิจกรรมไมซ์และกิจกรรมส่งเสริมการขาย Domestic MICE Mart และ Familiarity Trip ในจังหวัดอื่นที่มีศักยภาพในการเป็น MICE City นอกเหนือจากกลุ่ม 4 จังหวัดข้างต้น ซึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี หนึ่งในจังหวัดกลุ่ม ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เป็นจังหวัดที่ได้รับการส่งเสริมดังกล่าว ตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2554 สํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการร่วมกับสมาคม ส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ TICA จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด Familiarity Trip ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหอการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้าร่วม ด้วย อีกทั้งเมื่อวันที่ 23-36 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไทย-อินเดีย จัดงาน แสดงสินค้า Southern International Trade Expo ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า การจัดประชุมนานาชาติในครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของสํานักงาน ส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ในการสร้างเวทีการขายในหน่วยงานภาคี กับตลาดหอการค้าประเทศอินเดีย และยังชี้ให้เห็นความพร้อมของจังหวัด สุราษฎร์ธานีสู่การพัฒนาการเป็น MICE City ของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

อย่างไรก็ตาม จังหวัดสุราษฎร์ธานียังต้องการการพัฒนาศักยภาพใน 3 ด้านสําคัญคือ (1) สิ่งอํานวยความสะดวก โดยเฉพาะสถานที่จัดประชุม ที่มีความทันสมัยระดับนานาชาติ โครงการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว แบบ MICE ดังกล่าวนี้ เสนอเพื่อปรับปรุงสถานที่จัดประชุม และกิจกรรมด้าน MICE ที่จะรองรับจํานวนและขนาดของการจัดประชุม นิทรรศการได้อย่าง หลากหลาย โดยมีพื้นที่ดําเนินการในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีความพร้อมในเชิงพื้นที่ และสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกจาก ทุกจังหวัดในกลุ่มภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยทั้งชุมพร นครศรีธรรมราช และพัทลุง (2) รูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ตอบสนองต่อกลุ่มตลาด MICE โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง incentive tours ซึ่งเป็นตลาดกลุ่ม high-end มีกําลังจ่าย และต้องการ ไปเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง การพัฒนากิจกรรมที่จะส่งเสริมให้จังหวัด ในกลุ่มภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในฐานะที่เป็น incentive tour destination จึงมีความจําเป็นเร่งด่วน (3) การประชาสัมพันธ์จังหวัดกลุ่มภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยในฐานะที่เป็น MICE City เพื่อให้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้จัดประชุม องค์กร ภาครัฐและเอกชน ทั้งในระดับชาติและนานาชาติได้ต่อไป

โครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มของกลุ่ม จังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยสู่การเป็น MICE City มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เนื่องจากมีความพร้อมทั้งในด้านสถานที่ ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของสถาบัน ความพร้อมด้านบุคลากร ทั้งเชิงบริหาร วิชาการและฝ่ายสนับสนุน ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งเสริมให้จังหวัดกลุ่ม ภาคใต้ตอนบนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนและเตรียมความพร้อมสู่การพัฒนา MICE ของจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

วัตถุประสงค์ MICE

  1. เพื่อศึกษาศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ในการพัฒนาเป็น MICE Destination
  2. เพื่อจัดตั้งหน่วยงานบริหารจัดการการอบรมเป็นหน่วยผลักดันโครงการ MICE City ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย
  3. เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากร ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยด้าน MICE
  4. เพื่อสร้างกิจกรรม MICE สะสมเป็นผลงานของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย
  5. ส่งเสริมกิจกรรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับ MICE
6. จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ด้านการตลาด MICE

ตัวชี้วัดความสําเร็จ

  1. ผลงานวิจัยศึกษาศักยภาพพื้นที่ของโครงการ
  2. มีหน่วยงานทําหน้าที่อบรมบุคลากรที่ขับเคลื่อน โครงการ MICE city ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย
  3. มีกิจกรรมพัฒนาบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกิจกรรม MICE ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย
  4. จํานวนกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่นการจัด Conference ระดับนานาชาติ หรือ การประชุมวิชาการ หรือ การจัดแสดงสินค้าระดับภูมิภาค/ระดับชาติ
  5. มีกิจกรรมส่งเสริมบุคลากรอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับ MICE เช่นอุตสาหกรรมที่พักแรม อุตสาหกรรมจัดทัวร์ ร้านอาหาร
  6. จํานวนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ MICE ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับชาติและระดับนานาชาติ ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย

จุดหมายปลายทาง MICE

MICE DestinationThe Southern Gulf of Thailand Provincial Cluster.

LAMS MICE Office
คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี